วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555



       องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์    



ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ส่วนด้วยกัน คือ












ฮาร์ดแวร์ (Hardware) 
คือลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์รอบข้าง (peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย
      หน่วยรับข้อมูล ( input unit )
      หน่วยประมวลผลกลาง ( central processor unit ) หรือ CPU
      หน่วยความจำหลัก
      หน่วยแสดงผลลัพธ์ (output unit )
      หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (secondary storage unit )


หน่วยรับข้อมูล
จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้น หน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทาง หน่วยแสดงผลลัพธ์
หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราวที่มีขนาดไม่สูงมากนัก การที่ฮาร์ดแวร์จะทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ส่วนการทำงานได้มากน้อยเพียงใด จะขึ้นอยู่กับหน่วยความจำหลักของเครื่องนั้น ๆ ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป ในขณะที่ข้อมูลอยู่ที่ หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็ยข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก จึงเหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือเก็บข้อมูลไว้ใช้ในภายหลัง ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก

ฮาร์ดแวร์ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์

•    ซอฟต์แวร์ (Software)
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใดๆ เนื่องจากต้องมี ซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา
ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ
     ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software )
     ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Software )


ซอฟต์แวร์ระบบ
โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป ส่วน ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

•  บุคลากร (Peopleware)
เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ ยูเซอร์ (user) แต่ก็มีบางชนิดที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องใช้ผู้ควบคุม อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ก็ยังคงต้องถูกออกแบบหรือดูแลรักษาโดยมนุษย์เสมอ
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (computer user) แบ่งได้เป็นหลายระดับ เพราะผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางส่วนก็ทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่บางส่วนก็พยายามศึกษาโปรแกรมประยุกต์ในขั้นที่สูงขึ้น ทำให้มีความชำนาญในการใช้โปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ นิยมเรียกกลุ่มนี้ว่า เพาเวอร์ยูสเซอร์ (power user)
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ (computer professional) หมายถึงผู้ที่ได้ศึกษาวิชาการทางด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งในระดับกลางและระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จะนำความรู้ที่ได้ศึกษามาประยุกต์และพัฒนาใช้งาน และประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ให้ทำงานในขั้นสูงขึ้นไปได้อีก นักเขียนโปรแกรม (programmer) ก็ถือว่าเป็นผู้เชียวชาญทางคอมพิวเตอร์เช่นกัน เพราะสามารถสร้างโปรแกรมใหม่ ๆ ได้ และเป็นเส้นทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ต่อไป
บุคลากรก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดจนถึงการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต่าง ๆ ซึ่งสามารถสรุปลักษณะงานได้ดังนี้
      Ø การดำเนินงานและเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การบันทึกข้อมูลลงสื่อ หรือส่งข้อมูลเข้าประมวล หรือควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator) เป็นต้น
      Ø การพัฒนาและบำรุงรักษาโปรแกรม เช่น เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application Programmer) เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรม (System Programmer) เป็นต้น
      Ø การวิเคราะห์และออกแบบระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล เช่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบงาน (System Analyst and Administrator) วิศวกรระบบ (System Engineer) เจ้าหน้าที่จัดการฐานข้อมูล (Database Adminstrator) เป็นต้น
      Ø การพัฒนาและบำรุงรักษาระบบทางฮาร์ดแวร์ เช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) เป็นต้น
      Ø การบริหารในหน่วยประมวลผลข้อมูล เช่น ผู้บริหารศูนย์ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ (EDP Manager) เป็นต้น


ข้อมูลและสารสนเทศ (Data / Information)

ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ้งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ ได้ประสิทธิภาพโดยแตกต่างๆระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ คือ

ข้อมูล คือ ได้จากการสำรวจจริง แต่ สารสนเทศ คือ ได้จากข้อมูลไม่ผ่านกระบวนการหนึ่งก่อน
สารสนเทศเป็นสิ่งที่ผู้บริหาารนำไปใช้ช่วยในการตัดสินใจ โดยที่สารสนเทศที่มีประโยชน์นั้นจะมีคุณสมบัติ ดังตาราง
มีความสัมพันธ์กัน (relevant)สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
มีความทันสมัย (timely) ต้องมีความทันสมัยและพร้อมที่จะใช้งานได้ทันทีเมื่อต้องการ
มีความถูกต้องแม่นยำ (accurate)เมื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์ที่ได้จะต้องถูกต้องในทุกส่วน
มีความกระชับรัดกุม (concise)ข้อมูลจะต้องถูกย่นให้มีความยาวที่พอเหมาะ
มีความสมบูรณ์ในตัวเอง (complete)ต้องรวบรวมข้อมูลที่สำคัญไว้อย่างครบถ้วน
คุณสมบัติของสารสนเทศที่มีประโยชน์


การเปลี่ยนรูปจากข้อมูลสู่สารสนเทศ


กระบวนการทำงาน (Procedure)

      กระบวนการทำงานหรือโพรซีเยอร์ หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้ใช้จะต้องทำตาม เพื่อให้ได้งานเฉพาะอย่างจากคอมพิวเตอร์ซึ่งผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนต้องรู้การทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่อง ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ ถ้าต้องการถอนเงินจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้
     Ø จอภาพแสดงข้อความเตรียมพร้อมที่จะทำงาน
     Ø สอดบัตร และพิมพ์รหัสผู้ใช้
     Ø เลือกรายการ
     Ø ใส่จำนวนเงินที่ต้องการ
     Ø รับเงิน
     Ø รับใบบันทึกรายการ และบัตร
      การใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ นั้นมักจะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานด้วย จึงต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เช่น คู่มือสำหรับผู้ควบคุมเครื่อง (Operation Manual) คู่มือสำหรับผู้ใช้ (User Manual) เป็นต้น

-----    -----


ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์   


ระบบการทํางานของคอมพิวเตอร์ การทํางานของคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
           ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือคําสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา เพื่อเตรียมประมวลผล
ข้อมูลที่ต้องการ  ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการนําข้อมูลที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น  มีอยู่หลายประเภทด้วย
กันสําหรับอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี ดังต่อไปนี้
           - Keyboard
           - Mouse
           - Disk Drive
           - Hard Drive
           - CD-Rom
           - Magnetic Tape
           - Card Reader
           - Scanner

2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)

           ทําหน้าที่ในการคํานวณและประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 หน่วยย่อย คือ
           - หน่วยควบคุม  ทําหน้าที่ในการดูแล ควบคุมลําดับขั้นตอนของการประมวลผล และการทํางาน
ของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง  และช่วยประสานงานระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง กับ
อุปกรณ์นําเข้าข้อมูล อุปกรณ์ในการแสดงผล และหน่วยความจําสํารอง
           - หน่วยคํานวณและตรรก ทําหน้าที่ในการคํานวณและเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมาจาก
หน่วยควบคุม และหน่วยความจํา
3. หน่วยความจํ า (Memory)
           ทําหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือคําสั่งต่างๆ ที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้ เพื่อประมวลผลและยัง
เก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผลอีกด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น
           หน่วยความจํา เป็นหน่วยความจําที่มีอยู่ ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ทําหน้าที่ในการเก็บคําสั่ง
หรือข้อมูล แบ่งออกเป็น
           - ROM หน่วยความจําแบบถาวร
           - RAM หน่วยความจําแบบชั่วคราว
4. หน่วยแสดงผล (Output Unit)
           ทําหน้าที่ในการแสดงผลลัทธ์ที่ได้หลังจากการคํานวณและประมวลผล สําหรับอุปกรณ์ที่ ทําหน้าที่
ในการแสดงผลข้อมูลที่ได้นั้นมีต่อไปนี้
           - Monitor จอภาพ
           - Printer เครื่องพิมพ.
           - Plotter เครื่องพิมพ์ที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการลงกระดาษ
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
เมนบอร์ด (Mainboard, mother board) หรือ แผงวงจรหลัก เป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่อยู่ภายในเครื่อง เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่วางนอนอยู่ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เมนบอร์ด"
ส่วนประกอบหลักที่สำคัญบนเมนบอร์ดคือ
  • ซ็อคเก็ตสำหรับซีพียู 
  • ชิปเซ็ต (Chip set)
  • ซ็อคเก็ตสำหรับหน่วยความจำ
  • ระบบบัสและสล็อต
  • Bios
  • สัญญาณนาฬิกาของระบบ
  • ถ่านหรือแบตเตอรี่
  • ขั้วต่อสายแหล่งจ่ายไฟ
  • ขั้วต่อสวิทช์และไฟหน้าเครื่อง
  • จัมเปอร์สำหรับกำหนดการทำงานของเมนบอร์ด
  • ขั้วต่อ IDE
  • ขั้วต่อ Floppy disk drive
  • พอร์ตอนุกรมและพอร์ตขนาน
  • พอร์ตคีย์บอร์ดและเมาส์
ซีพียู CPU (Central Processing Units) หรือ หน่วยประมวลผลกลาง คือ ส่วนที่เรียกว่าเป็นหัวใจของเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง
 เพราะการทำงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ การย้ายข้อมูล การตัดสินใจ ล้วนเกิดขึ้นที่นี่ทั่งสิ้น เพียงแต่ว่าซีพียูจะต้องมีอุปกรณ์อื่น ๆ ทำงานร่วมด้วย เพื่อให้สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้นั่นก็คือการับข้อมูลและแสดงผลข้อมูล
 

ทางอินเทลได้นำเอาซีพียูเพนเทียมทูในรุ่นคลาเมธมาทำการตัดเอาส่วนของหน่วย ความจำแคช ระดับสองออก เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงทำให้ซีพียูเซเลอรอนมีสถาปัตยกรรม ภายในแบบเดียวกับเพนเทียมทู
 เพียงแต่ซีพียูเซลเลอรอนจะไม่มีหน่วยความจำแคชระดับสอง เท่านั้น การที่ Celeron สนัน สนุน MMX การโอนถ่ายข้อมูลมัลติมีเดียได้ด้วยความเร็วสูง แต่ ความสามารถของมันก็ไม่ได้เร็วอย่างที่คาดไว้ เพราะ แคชที่มีเพียง 32 K กับบัส ที่ความเร็ว 66 MHz
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก และให้ชื่อรหัสการพัฒนาในรุ่นนี้ว่าโควินตัน ( Covignton )
เซลเลอรอนโควินตัน( Covington ) 
แหล่งที่มา: http://pirun.ku.ac.th/~b5055141/Covington.JPG
ซีพียูโควินตันจะมีด้วยกัน 2 รุ่นคือ รุ่นความเร็ว 266 และ 300 MHz ใช้เทคโนโลยีการ ผลิตขนาด 0.35 ไมครอน ส่วนของชิปจะถูกติดตั้งบนแผงวงจรขนาดเล็กที่เรียกว่า SECC ในเพ นเทียมทู แต่ในตระกูลเซลเลอรอนจะเรียกแผงวงจรดังกล่าวว่า SEPP (Single Edge Processor Packege) แทน ซึ่งจะใช้ติดตั้งบนเมนบอร์ดแบบ Slot 1 เช่นเดียวกัน และแผงวงจร SEPP ก็จะ ถูกบรรจุอยู่ในพลาสติกสีดำคล้ายตลับเกม
เซลเลอรอนเมนโดชิโน ( Mendocino )
 
 แหล่งที่มา: http://pirun.ku.ac.th/~b5055141/manocino.JPG 
ซีพียูในรุ่นนี้จีสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับเพนเทียมทูรุ่นรหัส Deschutes คือใช้ เทคโนโลยีการผลิตขนาด 02.5 ไมครอน ซึ่งเป็นเทคโนโบยีการผลิตซีพียูที่มีขนาดเล็กกว่าเซล เลอรอนโควินตันที่ใช้ 0.35 ไมครอน และที่สำคัญยังด้เพิ่มส่วนของหน่วยความจำแคชระดับ สองเข้าไปบนตัวชิปซีพียูอีก 128 KB โดยแคชจะทำงานที่ความเร็วเดียวกับซีพียู จะเป็นว่า หน่วยความจำแคชระดับสองของเมนโดชิโนจะมีขนาดเล็กกว่าเพนเทียมทูซึ่งมีขนาด 512 KB แต่แคชระดับสองเมนโดชิโนจะทำงานเร็วกว่า แคชของเพนเทียมทู ซึ่งมีความเร็วเพียง ครึ่งหนึ่งของซีพียูเท่านั้น โดยซีพียูในรุ่นนี้จะเริ่มที่ความเร็ว 300 -433 MHz และถูกติดตั้งบน แผงวงจรขนาดเล็กที่เรียกว่า SEPP
ซีพียูเซลเลอรอน PPGA Socket 370
เพื่อเป็นการลดต้นทุนอินเทลจึงได้ออกแบบ PPGA ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่าแบบ Slot 1 สำหรับ ซีพียูเซลเลอรอนแบบ PPGA Socket 370 นี้ ยังคงมีสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับเมนโดชิโนที่ใช้ เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.25 ไมครอน กับแคชระดับสองขนาด 128 KB ซึ่งทำงานที่ ความเร็วเดียวกับซีพียู มีความเร็วตั้งแต่ 300 – 533 MHz
เพนเทียมทรี Pentium III
ซีพียูเพนเทียมทรีเป็นซีพียูที่ได้ทำการเพิ่มชุดคำสั่ง Streaming SIMD Extension :SSE เข้าไป 70 คำสั่ง ซึ่งมีหน้าที่เร่งความเร็วให้กับการประมวลผลข้อมูลที่เป็นภาพ 3 มิติ พร้อมกับการเปลี่ยน หน่วยความจำแคชระดับสองให้เร็วขึ้นคือ จาก5.5 ns มาเป็น 4 ns
ซึ่งในรุ่นแรกนี้ใช้ชื่อรหัสว่า แคทไม Katmai และยังคงใช้เทคโนโลยีซีพียูแบบ Slot 1 เช่นเดียวกับเพนเทียมทู ต่อมาทางอินเทลได้ผลิตซีพียูเพนเทียมทรีออกมาใหม่คือ Coppermine ซึ่งมี รูปแบบซีพียูแบบ Slot 1 เช่นกัน
ซีพียูเพนเยมทรีแคทไม Pentium III Katm 
เป็นซีพียูที่มีความเร็วเริ่มต้นที่ 450 MHz ไปจนถึง 620 MHz ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด0.25 ไมครอน มีทรานซิสเตอร์จำนวน 28 ล้านตัว ใช้สถาปัตยกรรมแบบ SECC 2 (Single Edge Contact Cartridge 2 )
ซีพียูเพนเทียมทรีคอปเปอร์ไมน์ Pentuim III Coppermine
 

ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.18 ไมครอน มีทรานซิสเตอร์จำนวน 28 ล้านตัว ซีพียูมีแพ็คเกจแบบ SECC2 และลดขนาดของหน่วยความจำแคชระดับสองลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งคือ 256 KB แต่เป็น หน่วยความจำแคชที่สร้างบนชิปซีพียูซึ่งทำงานที่ความเร็วเดียวกับซีพียู เท่ากับว่าแคชของซีพียูคอปเปอร์ไมน์ทำงานเร็วเป็น 2 เท่า ของซีพียูแคทไม โดยหน่วยความจำแคชระดับสองนี้จะใช้ เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Advanced Transfer Cache: ATC
แหล่งที่มา http://pirun.ku.ac.th/~b5055141/intel.html
AMD Athlon64 Processor 4000+

AMD Athlon64 4000+ ยังคงใช้ซอคเก็ต 939 ซึ่งมี memory controller เป็นแบบ 128-bit หรือ Dual-Channel DDR 
แรม
แรม (RAM: Random Access Memory หน่วยความจำเข้าถึงโดยสุ่ม หรือหน่วยความจำชั่วคราว) เป็นหน่วยความจำหลัก ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน หน่วยความจำชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำแหน่งต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควร ซึ่งต่างจากสื่อเก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ อย่างเทป หรือดิสก์ ที่มีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนข้อมูล ที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลังตามที่จัดเก็บไว้ในสื่อ หรือมีข้อกำจัดแบบรอม ที่อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว
 
 ระบบฮาร์ดดิสค์แตกต่างกับแผ่นดิสเกตต์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีจำนวนหน้าสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลมากกว่าสองหน้า นอกจากระบบฮาร์ดดิสค์จะเก็บบันทึกข้อมูลเหมือนแผ่นดิสเกตต์ยังเป็นส่วนที่ ใช้ในการอ่านหรือเขียนบันทึกข้อมูลเหมือนช่องดิสค์ไดรฟ์
        แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสค์ จะมีความหนาแน่นของการจุข้อมูลบนผิวหน้าได้สูงกว่าแผ่นดิสเกตต์มาก เช่น แผ่นดิสเกตต์มาตราฐานขนาด 5.25 นิ้ว ความจุ 360 กิโลไบต์ จะมีจำนวนวงรอบบันทึกข้อมูลหรือเรียกว่า แทร็ก(track) อยู่ 40 แทร็ก กรณีของฮาร์ดดิสค์ขนาดเดียวกันจะมีจำนวนวงรอบสูงมากกว่า 1000 แทร็กขึ้นไป ขณะเดียวกันความจุในแต่ละแทร็กของฮาร์ดดิสค์ก็จะสูงกว่า ซึ่งประมาณได้ถึง 5 เท่าของความจุในแต่ละแทร็กของแผ่นดิสเกตต์
        เนื่องจากความหนาแน่นของการบันทึกข้อมูลบนผิวแผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสค์ สูงมาก ๆ ทำให้หัวอ่านและเขียนบันทึกมีขนาดเล็ก ตำแหน่งของหัวอ่านและเขียนบันทึกก็ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับผิวหน้า จานมาก โอกาสที่ผิวหน้าและหัวอ่านเขียนอาจกระทบกันได้ ดังนั้นแผ่นจานแม่เหล็กจึงควรเป็นแผ่นอะลูมิเนียมแข็ง แล้วฉาบด้วยสารแม่เหล็ก ฮาร์ดดิสค์จะบรรจุอยู่ในกล่องโลหะปิดสนิท เพื่อป้องสิ่งสกปรกหลุดเข้าไปภายใน ซึ่งถ้าต้องการเปิดออกจะต้องเปิดในห้องเรียก clean room ที่มีการกรองฝุ่นละออกจากอากาศเข้าไปในห้องออกแล้ว ฮาร์ดดิสค์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นแบบติดภายในเครื่องไม่เคลื่อนย้ายเหมือน แผ่นดิสเกตต์ ดิสค์ประเภทนี้อาจเรียกว่า ดิสค์วินเชสเตอร์(Winchester Disk)
แหล่งอ้างอิง: http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/ayutthaya/jaurkit_j/computer/sec03p06.html
พาวเวอร์ซัพพลาย
แหล่งจ่ายไฟสำหรับคอมพิวเตอร์ หรือ พาวเวอร์ซัพพลาย (Power Supply) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่ออุปกรณ์เกือบทุกตัวในระบบคอมพิวเตอร์ ซัพพลายของคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะการทำงาน คือทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าจาก 220 โวลต์ เป็น 5 โวลต์ และ 12 โวลต์ ตามแต่ความต้องการของอุปกรณ์นั้นๆ โดยชนิดของพาวเวอร์ซัพพลาย ในคอมพิวเตอร์จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามเคส คือแบบ AT และแบบ ATX

   หลักการทำงานของพาวเวอร์ซัพพลาย
พาวเวอร์ซัพพลาย ทั้งแบบ AT และ ATX นั้นมีลักษณะการทำงานที่เหมือนกัน คือรับแรงดันไฟจาก 220-240 โวลต์ โดยผ่านการควบคุมด้วยสวิตช์ สำหรับ AT และเมนบอร์ด แล้วส่งแรงดันไฟส่วนหนึ่งกลับไปที่ช่อง AC output เพื่อเลี้ยงตัวมอนิเตอร์ และจะส่งแรงดันไฟ 220 โวลต์ อีกส่วนหนึ่งเข้าสู่หน่วยการทำงานที่ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟสลับ 220 โวลต์ ให้เป็นไฟกระแสตรง 300 โวลต์ โดยไม่ผ่านหม้อแปลงไฟ ระบบนี้เรียกว่า (Switching power supply ) และผ่านหม้อแปลงที่ทำหน้าที่แปลงไฟตรงสูงให้เป็นไฟตรงต่ำ โดยจะฝ่านชุดอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กำหนดแรงดันไฟฟ้าอีกชุดหนึ่งแบ ่งให้เป็น 5 และ 12 ก่อนที่จะส่งไปยังสายไฟและตัวจ่ายต่างๆ โดยความสามารถพิเศษของ Switching power supply ก็คือ มีชุด Switching ที่จะทำการตัดไฟเลี้ยงออกทันทีเมื่อมีอุปกรณ์ที่โหลดไฟตัวใดตัว หนึ่งชำรุดเสียหาย หรือช็อตนั่นเอง

Display Card
          การ์ดแสดงผลหรือการ์ดจอ หรือเรียกอีกอย่างก็คือ VGA Card (Video Graphic Array) ถ้าเป็นการ์ดรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้สำหรับเล่นเกมก็จะเรียกว่า 3D Card ซึ่งเป็นการ์ดที่ช่วยให้การแสดงรูปภาพที่เป็นภาพสามมิติทำได้เร็วขึ้น การ์ดแสดงผลจะส่งสัญญาณภาพไปแสดงที่จอคอมพิวเตอร์ การ์ดบางรุ่นจะแสดงผลได้สองจอพร้อมกัน เรียกว่า Dual Head เนื่องจากมีพอร์ตสำหรับต่อสายจากจอมอนิเตอร์ได้สองจอ และการ์ดบางรุ่นจะมีช่องส่งสัญญาณภาพ ออกไปที่โทรทัศน์ได้ด้วย เรียกว่า TV-Out
 
 
แหล่งที่มา: http://www.zabzaa.com/hardware/display_card.htm
การ์ดเสียง
Sound Card
          การ์ดเสียง ที่จะช่วยให้คุณฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม บันทึกเสียงเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้ แม้เมนบอร์ดส่วนใหญ่ จะรวมเอาการ์ดเสียงเป็นชุดเดียวกับเมนบอร์ด (Sound on Board) แต่ถ้าหากต้องการคุณภาพเสียงที่ดีกว่า หรือต้องการใช้งานด้านตนตรี ตัดต่อวิดีโอ ฟังเพลง ดูหนัง ที่ได้อารมณ์สุดๆ ก็ควรเลือกการ์ดเสียงที่ทำเป็นการ์ด แยกต่างหาก ตัวอย่างการ์ดที่ได้รับความนิยมก็เช่น Creative SoundBlaster Live, Audigy
  
 
1แหล่งที่มา: http://www.zabzaa.com/hardware/soundcard.htm
Monitor มอนิเตอร์ จอภาพ
Monitor มอนิเตอร์ จอภาพ
Monitor
         เรียกว่าจอภาพ หรือจะเรียกทับศัพท์ว่ามอนิเตอร์ก็ไม่ผิดกติกา ที่ด้านหลังของจอจะมีสายเอาไว้ต่อเข้ากับ การ์ดจอ จอภาพก็มีขนาดให้เลือกใช้งานเช่นเดียวกับจอทีวี เริ่มตั้งแต่เล็กๆ 15 นิ้ว 17, 19, 20, 21, 24 มีทั้งแบบจอแบบ CRT หรือจะเล่นจอแอลซีดีที่มีดีไซน์หรู บางเฉียบ จอที่น่าสนใจก็เป็นขนาด 17 นิ้ว เนื่องจากราคาไม่ต่างจากจอขนาด 15 นิ้วมากนัก ที่สำคัญก็คือช่วยให้คุณทำงานได้สะดวก ขึ้น เพราะโปรแกรม เกม ส่วนใหญ่มีเครื่องมือเยอะ ทำให้การแสดงผลบนจอ 15 นิ้วเกะกะจนแทบไม่เหลือหน้าจอสำหรับ ทำงาน ข้อควรจำอีกอย่างก็คือ ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์สามารถตั้งค่าให้แสดงขนาดเล็กลงหรือใหญ่ขึ้นได้ เรียกว่าการตั้งค่า Resolution
แหล่งที่มา: http://www.zabzaa.com/hardware/monitor.htm
Keyboard คีย์บอร์ด แป้นพิมพ์
Keyboard คีย์บอร์ด แป้นพิมพ์
Keyboard
          แป้นพิมพ์ การพิมพ์ข้อความ การสั่งงานคอมพิวเตอร์และการทำงานหลายๆ อย่างต้องใช้แป้นพิมพ์เป็นหลัก แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ดจะต่อสายเข้ากับพอร์ต PS/2 ของเมนบอร์ด นอกจากนี้ยังมีคีย์บอร์ดที่เป็นแบบ USB คือต้องต่อเข้าที่พอร์ต USB ของเมนบอร์ด และยังมีคีย์บอร์ดไร้สายอีกด้วย
แหล่งที่มา: http://www.zabzaa.com/hardware/keyboard.htm
CD-ROM / CD-RW / DVD
ซีดีรอม ดีวีดี CD-ROM CD-RW DVD
           ไดรฟ์สำหรับอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีรอม (CD-RW) ซีดีเพลง (Audio CD) โฟโต้ซีดี (Photo CD) วิดีโอซีดี (Video CD) โดยไดรฟ์ทั้งสามประเภท จะมีความสามารถในการอ่านข้อมูล จากแผ่นซีดีที่กล่าวมาข้างต้นอยู่แล้ว แต่ถ้าหากคุณต้องการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีได้ด้วย จะต้องเลือกใช้ไดรฟ์ CD-RW และถ้าต้องการอ่านข้อมูลจากแผ่น DVD ก็ต้องใช้ไดรฟ์ DVD นอกจากนี้ยังมีไดรฟ์อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Combo Drive คือเป็นไดรฟ์ที่รวมทั้งไดรฟ์ DVD และไดรฟ์ CD-RW อยู่ในไดรฟ์เดียว ทำให้ทั้งดูหนังฟังเพลง บันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีได้เลย ความเร็วของไดรฟ์ซีดีรอมจะเรียกเป็น X เช่น 8X, 40X, 50X ยิ่งมากก็คือยิ่งเร็ว ส่วน CD-RW นั้นจะมีตัวเลขแสดง เช่นเดียวกัน เพียงแต่จะเพิ่มความเร็วในการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดี เช่น 24/10/40X นั่นคือความเร็วในการบันทึกแผ่น CD-R สูงสุด ความเร็วในการบันทึกข้อมูลลงแผ่น CD-RW และความเร็วในการอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีโปรแกรม หรือซีดี เพลง
แหล่งที่มา: http://www.zabzaa.com/hardware/cd_rom.htm
สรุปความสำคัญ
 






ในปัจจุบันหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ก็มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้สูงขึ้น เหตุผลที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น คือ
1 . คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เช่น เก็บข้อมูลงานทะเบียนราษฏฐ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยซึ่งสามารถตรวจสอบประ วัติของบุคคลต่างๆได้ เป็นต้น
2 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว งานบางอย่างคอมพิวเตอร์จะทำได้ในพริบตาในขณะที่ถ้าให้คนทำอาจจะต้องใช้เวลานา น
3 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องหยุดพัก คือทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่ยังต้องมีไฟฟ้าอยู่
4 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ถ้ามีการกำหนดโปรแกรมทำงานที่ถูกต้อง จะไม่มีการทำงานผิดพลาดขึ้นมา
5 .คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแบบคนได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ที่มีก๊าซพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น 








                                      ทฤษฎีระบบคอมพิวเตอร์



องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 2 ชนิด คือ.-
1. ส่วนประกอบที่สามารถจับต้องได้ เรียกว่า "ฮาร์ดแวร์" (Hardware)
2.ส่วนประกอบที่มีอยู่แต่ไม่สามารถจับต้องได้เรียกว่า "ซอฟต์แวร์" (Software)
ฮาร์ดแวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ.-
 
 
 .ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบอยู่ภายในเคส(Case) เรียกว่า "อินเทอร์นัล" (Internal)
2. ฮาร์ดแวร์ที่อยู่ภายนอกเคส และเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณ หรือระบบส่งสัญญาณก็ตาม เรียกว่า "เอกซเทอร์นัล" (External)
 
ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น4 ประเภท คือ
1.ประเภทระบบปฏิบัติการที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานเบื้องต้นได้ เรียกว่า Operating System = OS.
 
2.ประเภทโปรแกรมเสริม เพื่อช่วยให้การใช้งานง่าย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรียกว่า Secondary
3.ประเภทชุดคำสั่งควบคุม เพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ เรียกว่า Fermware
4.ประเภทเชื่อมต่ออุปกรณ์ เพื่อให้อุปกรณ์แต่ละชิ้นสามารถเชื่อมต่อชุดคำสั่งควบคุมเข้าหากันได้อย่างครบถ้วน เรียกว่า Driver
หน้าที่ของอุปกรณ์ในระบบฮาร์ดแวร์
1.Control Processing Unit หรือ CPU.คือ หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ในการควบคุมระบบต่าง ๆ และประมวลผลข้อมูล คำสั่งต่าง ๆ โดยการแปลภาษาดิจิตอลเป็นภาษามนุษย์ และแปลภาษามนุษย์ เป็นภาษาดิจิตอลที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ และมนุษย์เข้าใจ รวมทั้งการประมวลผลข้อมูลภาพ เสียง กราฟิก ออกมาในรูปของตัวเลข เพื่อส่งต่อให้หน่วยแสดงผลนำข้อมูลไปประมวลผล เพื่อแปล และแสดงผลในรูปที่เราสามารถรับชม และรับฟังได้ เรารู้จัก CPU. ในชื่อทางการค้า เช่น Pentium, Calleron และ AMD. ฯลฯ เป็นต้น.
2.Random AccessMemory=RAM คือหน่วยความจำชั่วคราวของคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ในการค้นหาและนำส่งข้อมูลระหว่างฮาร์ดดิสก์ กับ ซีพียู. และทำหน้าที่ในการช่วยซีพียู.ในการควบคุมระบบไฟในคอมพิวเตอร์
3.Harddisk ฮาร์ดดิสก์เป็นหน่วยความจำกึ่งชั่วคราว คือสามารถเก็บข้อมูลไว้ได้ตลอดอายุการใช้งาน แต่ก็สามารถลบข้อมูลที่เก็บไว้ออกไปได้ด้วยวิธีธรรมดา และสามารถบันทึกข้อมูลลงไปใหม่ได้อีก ตราบใดที่พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ยังไม่เต็ม
4.Mainboard หรือ Motherboard เมนบอร์ด เป็นแผงวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในชุดคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ทั้งด้านสนับสนุนการทำงานของอุปกรณ์ทุกอย่าง ควบคุมระบบของอุปกรณ์ต่าง ๆ และยังทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทุกชิ้นเข้าด้วยกัน ทั้งด้านใน และด้านนอกคอมพิวเตอร์
5.Floppy Disk Drive ที่ชอบเรียกกันว่า ไดร์ฟ A นั้น ปัจจุบันไม่มีใครผลิตออกมาอีกแล้ว และคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ นั้น ส่วนใหญ่จะยกเลิกการติดตั้ง Floppy Disk Drive กันแล้ว
6.CD.-Rom Dirve เป็นเครื่องเล่นแผ่นซีดี.ประจำคอมพิวเตอร์ มีทั้งชนิดอ่านอย่างเดียว ชนิดอ่านและเขียนแผ่นซีดี.ธรรมดา (CD.Writer) ชนิดอ่านซีดี.-ดีวีดี.และเขียนแผ่นเฉพาะซีดี.(combo Dirver) และ ชนิดอ่านและเขียนได้ทั้งแผ่นซีดี.และ ดีวีดี.(DVD.Writer) ให้เลือกใช้ตามใจชอบ และเหมาะสมกับความต้องการใช้งาน
7.VGA-Card หรือการ์ดจอ มีให้เลือกใช้ทั้งแบบ AGP, PCI และ PCI Express ตามแต่ว่าเมนบอร์ดที่เลือกใช้จะสนับสนุนการทำงานของการ์ดจอแบบไหน เมนบอร์ดบางรุ่นจะฝังหน่วยแสดงผลมาในชิพเซ็ตเลย เรียกว่า VGA On Board ซึ่งทำให้ไม่ต้องใช้ VGA Card ก็ได้ แต่ประสิทธิภาพการแสดงผลกราฟิกระดับสูง และประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องก็จะลดลงเช่นกัน
8.Sound Card หรือการ์ดเสียง เป็นอุปกรณ์หน่วยแสดงผลประเภทเสียง ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลข้อมูลที่เป็นแทร็กเสียงได้ ถึงหากไม่มีเลย คอมพิวเตอร์ก็ยังคงสามารถทำงานต่อไปได้ เพียงแต่ไม่สามารถใช้งานด้านเสียงได้เท่านั้น เมนบอร์ดบางรุ่นก็ฝังชิพ Sound Wab มาบนเมนบอร์ดเลย เรียกว่า Sound On Board ทำให้สามารถใช้งานด้านเสียงได้เลยโดยไม่ต้องใช้ซาวด์ การ์ด และถึงแม้ว่า คุณภาพของเสียงที่ได้รับจะด้อยกว่าซาวด์ การ์ดก็ตาม แต่การใช้ซาวด์ ออน บอร์ด ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องลดลงแต่อย่างใด
8. LAN Card ปัจจุบัน เมนบอร์ดมีน้อยรุ่นมากที่จะไม่มี LAN On Board มาในตัว ดังนั้น LAN Card จึงเริ่มมีความจำเป็นในการใช้งานน้อยลง แต่ก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นของคอมพิวเตอร์รุ่นก่อน ๆ ที่ไม่มี LAN มาในตัว ประโยชน์ของ LAN Card คือช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันเป็นเครือข่าย เช่นเดียวกับอินเตอร์เน็ต เรียกว่าเครือข่าย LAN ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถใช้ข้อมูลและทรัพยากรร่วมกันได้ทั้ง หมด แต่เครือข่าย LAN จะมีรัศมีการเชื่อมโยงในระยะไม่กว้างมาก จึงเป็นที่นิยมใช้ภายในอาคารมากกว่าภายนอก ตามปกติการใช้งานภายในอาคาร LAN ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ชุมสาย เรียกว่า HUB Swishing และหากต้องการใช้ LAN เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต ก็จะต้องเพิ่มอุปกรณ์อีกตัวหนึ่งเข้าไป เรียกว่า Router Modem
9.MODEM โมเด็ม เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายทางสายโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต โดยการแปลงสัญญาณข้อมูลของคอมพิวเตอร์ จากดิจิตอลเป็นอนาล็อก เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับอุปกรณ์สายโทรศัพท์เสียก่อน นอกจากนั้น โมเด็มยังสามารถทำให้เราสามารถใช้งานทางโทรศัพท์ หรือแฟกซ์ กับคอมพิวเตอร์ได้ด้วย
10.เคส (CASE) หรือตัวตู้คอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวถังของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีอยู่มากมายหลายแบบ โดยจำแนกตามระบบไฟ คือ XT, AT และ ATX. เคสในรุ่นปัจจุบันเป็นระบบ ATX. ทั้งสิ้น จำแนกตามรูปแบบได้ 2 แบบคือ แบบแบนวางราบกับพื้นโต๊ะ เรียกว่า "แบบ Desktop" กับแบบเป็นตู้ตั้งขึ้น เรียกว่า "แบบ Tower" ปัจจุบันเคสส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Tower แต่ก็ยังมีแบบ Desktop อยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคอมพิวเตอร์แบบ Worck Station ส่วนประกอบสำคัญของเคส แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนโครงเคส สำหรับคงรูปร่างของเคสและเป็นที่ยึดติดอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เช่น เมนบอร์ด และ ไดร์ฟ และยังเป็นที่คายประจุไฟฟ้าส่วนเกินทิ้ง เพื่อป้องกันการลัดวงจร ส่วนเปลือกเคส ก็คือแผ่นหุ้มและฝาปิด ที่ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับอุปกรณ์คอมฯที่ติดตั้งอยู่ในโครงเคส ส่วนควบคุมระบบไฟ ประกอบด้วยสายไฟและปลั๊กที่เชื่อมต่อกับสวิทช์ และไฟสัญญาณต่าง ๆ และส่วนพลังงาน ได้แก่ Power Supply ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีพัดลมระบายความร้อนด้านหลัง พร้อมที่เสียบปลั๊กไฟบ้าน ด้านในของ Power Supply จะมีสายไฟและปลั๊กหลายขนาด สำหรับเชื่อมต่อกับเมนบอร์ดและไดร์ฟเพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้ ดังนั้น Power Supply จึงจ่ายไฟขาออกเป็นจำนวนหลายสิบเฟส แต่ละเฟสก็จะจ่ายไฟไม่เท่ากัน คือจะมีตั้งแต่ 0.5 V. ไปจนถึง 12 V. กำลังการจ่ายไฟ Power Supply วัดหน่วยเป็นวัตต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "แรงเทียน" ต่อชั่วโมง ดังนั้นเราจึงรู้ว่า คอมของเรากินไฟโดยรวมเทียบเท่ากับการเปิดหลอดไฟกี่แรงเทียนภายใน 1 ชั่วโมง อย่างเช่น Power Supply ขนาด 400 W. ก็หมายถึงคอมเครื่องนั้นจะใช้ไฟเท่ากับ 400 แรงเทียนต่อ 1 ชั่วโมง...
11.Monitor หรือ จอภาพ แต่เดิมจะมีรูปร่างคล้ายเครื่องรับโทรทัศน์ และมีเพียงสีเดียว คือสีครีมอ่อน สามารถแสดงผลได้เพียงตัวอักษร เส้น และสัญญลักษณ์เรืองแสงสีเขียวบนพื้นจอสีดำ จอภาพชนิดนี้เรียกว่า Mono Crome
 
ต่อมาได้มีการพัฒนาระบบ VGA ให้สามารถแสดงผลเป็นสี จอภาพจึงได้รับการพัฒนาให้สามารถแสดงผลเป็นสีได้ แต่เนื่องจากจอภาพยุคนั้นยังเป็นแบบอะนาล็อก จึงแสดงผลได้เพียง 16 เฉดสี ไม่สามารถแสดงผลออกมาเป็นสีธรรมชาติได้
ในยุคถัดมา ระบบ VGA ได้รับการพัฒนาให้สามารถแสดงผลเป็นภาพสีธรรมชาติได้ จอภาพจึงเปลี่ยนระบบจากอะนาล็อกมาเป็นดิจิตอล ที่สามารถแสดงผลได้ในระดับ True Coller 16 Bit หรือเท่ากับ 16 ล้านเฉดสี ทำให้สามารถแสดงผลเป็นภาพสีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น แต่จอภาพแบบดิจิตอลก็ยังมีจุดอ่อนในเรื่องความถี่สัญญาณภาพที่ค่อนข้างต่ำ จึงทำให้ภาพสั่น และไม่สามารถปรับค่ารีเฟซได้
หลังจากโซนี่ได้คิดค้นหลอดภาพระบบไตรนิตรอน ขึ้นมา ซึ่งเป็นหลอดภาพที่สามารถปรับตั้งค่าความถี่ได้ จึงได้มีการนำหลอดภาพแบบไตรนิตรอนมาใช้กับจอภาพของคอมพิวเตอร์ด้วย และกลายมาเป็นที่นิยม เพราสามารถปรับแต่งค่ารีเฟซได้สูงถึง 75 Hz. ซึ่งทำให้ภาพนิ่ง มีความสวยสดคมชัดมากขึ้น
ในยุคปัจจุบัน หลอดภาพได้พัฒนาเป็นแบบแฟลชตรอน ที่ให้ความถี่สัญญาณภาพที่สูงกว่าแบบไตรนิตรอน สามารถปรับตั้งค่ารีเฟซได้สูงสุดถึง 120 Hz. จอภาพยุคนี้จึงมีขีดความสามารถในการรับชมวิดีโอ เล่นเกม 3 มิติ ตลอดจนสามารถใช้รับชมทีวีผ่านระบบการ์ด และอินเตอร์เน็ตได้อย่างคมชัด นอกจากนั้น ยังมีการนำจอภาพแบบหลอดผลึกเหลว (LCD.) ซึ่งแต่เดิมเป็นจอภาพของคอมพิวเตอร์แบบพกพา มาพัฒนาให้เป็นจอแบบตั้งโต๊ะ ซึ่งให้คุณภาพทางกราฟิกที่คมชัด และสีสรรพ์สดกว่าจอภาพแบบจอทีวี.เดิมอีกด้วย
12.Keyboard หรือแป้นพิมพ์ดีด เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สื่อสารกันระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ โดยการป้อนคำสั่งและสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ผ่านทางแป้นพิมพ์ดีดเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ซึ่งคีย์บอร์ดยังไม่มีการพัฒนาขึ้นมาเท่าไร นอกจากบางแบบที่พัฒนาให้มีปุ่มคำสั่งแบบคีย์เดียวสำหรับเรียกใช้งานด้าน มัลติมีเดียและอินเตอร์เน็ต บางแบบก็พัฒนาให้สามารถใช้งานพอยทน์เตอร์ได้เหมือนมีเมาส์ในตัว
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะเพิ่มเติมลูกเล่นลงไปอย่างไร แต่องค์ประกอบหลักของคีย์บอร์ดก็ยังคงเป็นอย่างเดิมเหมือนยุคที่เริ่มมีเข้า มาใหม่ ๆ และคีย์บอร์ดก็ยังคงเป็นอุปกรณ์ป้อนคำสั่งที่จำเป็นอย่างยิ่งชนิดจะขาดเสีย มิได้ทีเดียว
12.Mouse เม้าส์ ที่แปลว่าหนู เพราะหากเรายกมันขึ้นมาตะแคงข้างดู จะเห็นว่ามันมีรูปทรงคล้ายหนูที่มีสายเป็นหางยาว เม้าส์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้การใช้งานชุดคำสั่ง และการเคลื่อนย้ายวัตถุในจอเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว
ปัจจุบัน เมาส์ได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบไร้สายที่สมบูรณ์ โดยการส่งสัญญาณเชื่อมต่อด้วยระบบบลูทูธ แต่ถึงเมาส์จะช่วยให้การใช้งานคอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและรวด เร็วอย่างไร แต่ก็ไม่ได้จำเป็นถึงขนาดจะขาดเสียมิได้ทีเดียว เพราะถึงจะไม่มีเม้าส์ เราก็ยังคงสามารถป้อนคำสั่งผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ เพียงแต่ไม่ค่อยสะดวก และช้าลงเท่านั้น
เม้าส์จะมีความสำคัญมากต่อการเล่นเกม และงานกราฟิกบางชนิด ที่ไม่มีเมาส์แล้ว ถึงกับเล่นไม่ได้ หรือทำงานไม่ได้เลยทีเดียว
 
13.Speaker หรือลำโพง หากเราไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ในด้านเสียง หรือคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นไม่มีการ์ดเสียง หรือซาวด์ออนบอร์ดแล้ว ลำโพงก็ไม่มีความจำเป็น ลำโพงคอมพิวเตอร์ยุคแรกเริ่มเป็นเพียงลำโพงขนาดเล็กที่ให้เสียงเพี้ยนจนรับ ฟังได้แค่มีเสียงเท่านั้น เนื่องจากเสียงที่ออกมาจากคอมพิวเตอร์ เป็นเพียงสัญญาณเสียงสังเคราะห์ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดเกลาเสียก่อน ลำโพงในยุคต่อมาจึงเริ่มมีการบรรจุวงจรกรองสัญญาณเสียงเข้าไว้ในตู้ลำโพง ด้วย จึงทำให้เสียงมีคุณภาพที่คมชัดขึ้น

ลำโพงคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพเสียงที่ดียิ่งขึ้น จนสามารถเทียบเท่ากับเครื่องเสียงชั้นดีได้เลยทีเดียว ซึ่งมีทั้งลำโพงเซอร์ราวด์ ลำโพงระบบ Dollby Digital Surround 5.1-6.1-7.1 ลำโพงคอมพิวเตอร์ปัจจุบันเริ่มจากราคาไม่ถึงร้อยบาท ไปจนถึงราคาแสนบาทก็มี


 

ขอบคุณ   http://www.lks.ac.th/kuanjit/it002_1.htm
                    http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1428&Itemid=4


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น